จะมีอะไรสุขใจไปกว่า การได้กินดื่มท่ามกลางเพื่อนฝูงที่รู้ใจ, คนที่มีความชอบ หรือลุ่มหลงในสิ่งเดียวกัน, บรรยากาศดีๆ, ท่ามกลางดนตรี และบทเพลงไพเราะ อย่างที่เฉกเช่นในมหกรรมดนตรี และศิลปะ Tiger Translate, Thailand 2007 ที่เพิ่งผ่านพ้นไปเมื่อวันเสาร์ที่ 9 ก.พ. ที่ผ่านมา หลังจากที่มีความจำเป็นต้องเลื่อนวันเวลาจัดงานไปหลายครั้ง หลายๆ คนคงได้มีโอกาสไปร่วมงานในครั้งนี้ และเราก็ไม่พลาดที่จะไปร่วมงานนี้กับเขาเช่นกัน
กับแคมเปญ “Passion for winning” หรือ “ไปให้สุด อย่าหยุดคลั่ง” ที่ทาง Tiger Translate
ได้ดำเนินการกิจกรรมย่อยๆ ตามหัวเมืองต่างๆ ทั่วประเทศมาตลอดทั้งปี 2550 ที่เปิดโอกาส และสนับสนุนศิลปิน และนักดนตรีให้ได้มีโอกาสมาโชว์ความหลงไหลคลั่งไคล้ในดนตรี, ศิลปะ และนำเสนอผลงานของตนเองในเวทียิ่งใหญ่ระดับโลก ในงานจึงคับคั่งไปด้วยผู้คนหลากหลายมากมายเหลือเกินจนทำให้สถานที่ดูเล็กแออัดลงไปถนัดตา
แม้ภายในงานจะ ถูกแบ่งแยกเป็นโซนต่างๆ อันประกอบด้วย โซน Street Art ที่มี Installation งานกราฟฟิคต่างๆ มาโชว์ไว้ให้คนมาถ่ายรูปคู่ และมีดีเจมาเปิดเพลงประกอบการพ่น Graffiti กันสดๆ, โซนฉายหนัง(สั้น)กลางแปลง, โซน Iconic Passion, เต้นท์ Experimental Lab ของกลุ่ม SO:ON Dry Flower ที่ขโมยซีนในงานที่ได้อย่างแนบเนียน และเวทีของ Tiger ที่มีวงดนตรีมากมาย รวมทั้งวงดนตรีที่เข้าแข่งขันประกวดวงดนตรี Tiger Pub Band Competition แต่การจัดแสดงศิลปะต่างๆ กลับล้มเหลวและขาดประสิทธิภาพเท่าที่ควร เพราะสถานที่ตั้ง, วิธี การจัดแสดง, การเข้าถึงเพื่อไปดูงาน แต่ละโซนยังส่งเสียงดังรบกวนตีกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งโซนฉายหนังสั้นที่ถูกเสียงรบกวนจากเวทีใหญ่ ทำให้แต่ละส่วนดูยุ่งเหยิงไม่เบา
ไฮไลท์สำหรับเราในงานนี้คงหนีไม่พ้น The Radio Dept. วงอินดี้พ๊อพจากเมือง Lund (ลุนด์) ประเทศสวีเดน วงดนตรีขนาดเล็ก ที่แตกต่าง, แปลกแยก และโดดเดี่ยวจากวงดนตรีอื่นๆในค่ำคืนนั้นมากเหลือเกิน The Radio Dept ปัจจุบันประกอบไปด้วยสามหนุ่ม Johan Duncanson (ร้องนำ, กีต้าร์), Martin Larsson (Guitar) และ Daniel Tjader (คีย์บอร์ด, โปรแกรมมิ่ง) ได้ชื่อวงมาจาก ชื่อร้าน “Radioavdelningen” แปลว่า The Radio Department ในภาษาสวีเดน อันเป็นปั้มน้ำมันเก่าแห่งหนึ่งที่ถูกแปรเปลี่ยนกลายเป็นร้านรับซ่อมวิทยุ หลังจากที่ทางวงค่อยๆ สร้างฐานแฟนเพลง โดยการออกซิงเกิ้ล และ EP จำนวนมากกับตราแผ่นเสียงในบ้านเกิด จนได้ออกอัลบั้มกับค่ายเพลงเยี่ยมๆ อย่าง Labrador Records ทำให้พวกเขาได้เป็นที่รู้จัก และมีชื่อเสียงแพร่กระจายไปทั่วโลก
ดนตรีของ The Radio Dept. คือส่วนผสมของซาวด์กีต้าร์ที่รกร้างพร่ามัว, โปรแกรมมิ่ง และดรัมแมชชีนบนท่วงทำนองสีหม่นเทา บวกกับเสียงร้องล่องลอยที่หมกมุ่นอยู่ในกำแพงแห่งสรรพเสียงดังกล่าว ซาวด์ที่ทำให้เรานึกถึงการผสมผสานกันของวงดนตรีอย่าง Pet Shop Boys, My Bloody Valentine และ Cocteau Twins และในคืนนั้นสามหนุ่มก็ได้ขับกล่อมบทเพลงเพราะๆ ให้ได้เราฟังมากมาย เพลงอย่าง It’s Personal, Why Won’t You Talk About It, Keen On Boys, Keen On Boys และอีกหลายเพลง ค่อยๆ ถูกลำเลียงออกมา ประกอบกับภาพวิชวลกราฟฟิคอันสวยงามเป็นฉากหลัง ณ ช่วงเวลานั้น บรรยากาศอันร้อนระอุของงานถูกทำให้เย็นลงเล็กน้อยจากเสียงร้องที่สั่นเทา จังหวะช้าๆ ค่อยๆ แปรเปลี่ยนเวลาให้เดินเป็นจังหวะสโลว์โมชั่น พวกเขาสะกดแฟนเพลงให้เคลิบเคล้มอยู่ในภวังค์ตลอดช่วงเวลาประมาณครึ่งชั่วโมง เพียงแต่วันนั้นเรากลับไม่รู้สึกถึงความใกล้ชิด และเป็น ปัจเจกส่วนตัวในบทเพลงของพวกเขามากเหมือนเวลาที่ได้ฟังจากในแผ่น CD จะเป็นเพราะระบบเสียง, การเรียงลำดับ Sequence ของงาน, ขนาดของกลุ่มคนดู, ระบบเสียง, วงดนตรีวงอื่นๆ หรือตัวบทเพลงของ The Radio Dept เอง ที่ไม่เหมาะสมกับการแสดงบนเวทีขนาดใหญ่แบบนี้ก็เป็นได้
ในระหว่างที่ทางวงแสดงอยู่นั้นก็มีกลุ่มคนขี้เมาบางคน ทำตัวต่ำช้าน่ารังเกียจไม่มีวัฒนธรรม โดยการโห่ฮา และตะโกน Go Home ไล่พวกเขา ยิ่งตอนที่นักร้องนำ (ที่คงเซ็งไม่ใช่น้อย) เล่นมุขว่า ต่อนี้ไปเป็นเพลงสุดท้าย เลยโห่ร้องยินดีกันเสียเต็มประดา เราคาดเดาเอาเองว่ากลุ่มคนเหล่านั้นคงถูกพิษของสุรา และควันบุหรี่ครอบงำ จนกัดกินตับไปถึงสมองทำให้ไม่มีความคิด, ไม่มีสติสัมปะชัญญะใดๆ จนกระทั่งวงดนตรีขวัญใจมหาชนอย่างโมเดิร์นด็อกขึ้นแสดง ฝูงชนจึงถูกปลุกให้คึกคะนองขึ้นอีกครั้ง และเบียดเสียดเข้าไปใกล้ชิดหน้าเวที สลับกับที่ตัวเราเดินออกมาแอบฟังอยู่ห่างๆ สามหนุ่มหมาทันสมัยยังคงเป็นวงที่สุดยอดอันดับต้นๆ ของประเทศไทยเช่นเดิม การแสดงสดที่ทรงพลัง, ลูกล่อลูกชนระดับมืออาชีพ ก่อนที่จะปิดท้ายค่ำคื่นที่ยาวกันอย่างเมาๆ รั่วๆ (เพราะรอนาน) ปลิ้นๆ แปร๊ดๆ ด้วยวง Flure วงร็อคพลังหนุ่ม เจ้าของเพลงฮิตจากหนังรักหักมุขแห่งปี ก่อนจะร่ำลางาน Tiger Translate, Thailand 2007 ไปอย่างเป็นทางการ
แม้ว่างานนี้จะมีความขลุกขลัก และมีข้อผิดพลาดอยู่บ้าง เราก็ขอเป็นกำลังใจให้ทาง Tiger มีกิจกรรมสนุกๆในปีต่อๆไปถ้าต้องการจะทำให้ Translate เป็น Music & Art Festival อย่างแท้จริง (ไม่ใช่แค่ลานเบียร์ระดับโลก) อย่างที่เคยมีคำกล่าวของปราชญ์ หรือกวีชาวจีนที่ว่า “ข้ามิได้พึงใจในรสชาติสุรา แต่ข้าพึงใจในบรรยากาศของการร่ำสุรา” ว่าแต่ว่า…เราพูดถึงรสชาติของเบียร์ไปหรือยัง ???


